วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

## MUZU : ศิลปินคุณภาพคับแก้วของเมืองไทย ##

MUZU : ศิลปินคุณภาพคับแก้วของเมืองไทย

..หากยังจำกันได้ หลายคนคงเคยได้ยินเพลงๆหนึ่งของ คุณหมู มูซู ศิลปินที่มีเพลงฮิตมากๆเมื่อหลายปีก่อนอย่าง เพลง เข้ากันไม่ได้ ซึ่งเป็นเพลงที่ฟังแล้วมักจะมีอารมณ์ร่วมไปพร้อมกับเพลงด้วยทุกครั้ง..
..เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ทำใ้ห้ผู้ที่ได้ติดตามผลงานเพลงของเขามาโดยตลอด หากเมื่อฟังครั้งแรกก็จะรู้ได้ทันทีว่า นี่คือเสียงร้องของ หมู มูซู..

...วันนี้ผมอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงศิลปินคุณภาพอีกคนหนึ่งของเมืองไทยนั่นคือ คุณบัณฑิต แซ่โง้ว หรือ หมู มูซู ซึ่งผมได้ฟังเพลงของเขาครั้งแรกเมื่อ 7-8 ปีก่อน และได้รู้จักกับเพลงแรกที่กล่าวถึงคือเพลง เข้ากันไม่ได้ และ Single เพลงใหม่ล่าสุดที่ปล่อยออกมาพร้อมมิวสิควีดีโอ ชื่อเพลง รักแท้ไม่มีจริง ก็ฮิต ติดลมบนเข้าไปแล้วเพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์..

..ต้องยอมรับว่า หมู มูซู เป็นศิลปินคุณภาพคับแก้วของเมืองไทยอีกคนหนึ่งที่หาใครเทียบได้ยากอย่างยิ่ง เพราะเป็นศิลปินที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของศิลปินดังของเมืองไทยหลายต่อหลายคน เช่น เป็นผู้แต่งเพลง อยู่คนเดียว ของ เบิร์ด ธงไชย แต่งเนื้อร้องและทำนองให้กับ ศิลปิน Calories Blah Blah, อ๊อฟ ปองศักดิ์, แหนม รณเดช เป็นต้น  รวมถึงฝีมือการทำงานเบื้องหลังที่เป็นที่ยอมรับในฐานะ Vocal Director ให้กับศิลปิน อาทิ นท the star,โตโน่ the star, กิ่ง เหมือนแพร, พลพล, หนูนา ฯลฯ..

..และหากใครได้ฟังหลายๆเพลงของ หมู มูซู ก็จะสังเกตเห็นเหมือนเช่นเดียวกับผม คือ แต่ละเพลงที่เขาได้แต่งและร้องเองจนเป็นที่ฮิตมาก ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพลงที่ไม่เคยสมหวังหรือแทบน้อยมากที่จะเป็นเพลงรักทั่วไป ซึ่งผมมองว่าเป็นเสน่ห์ของเพลงรักที่ไม่สมหวังหรือเพลงอกหักที่โดนใจคนที่มีอารมณ์ ที่เป็นอยู่แบบนั้นจริงเมื่อฟังเพลงของ หมู มูซู ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพลง เข้ากันไม่ได้, ไม่เคย, คนถูกทิ้ง และล่าสุดเพลง รักแท้ไม่มีจริง..
..การเล่นเพลงสด ที่ใช้กีต้าร์เพียงตัวเดียวบวกกับเสียงร้องของเขาก็สะกดคนฟังและทำให้คนฟังมีอารมณ์ร่วมได้มากที่สุดอีกด้วย
และคงมีศิลปินของเมืองไทยเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีความสามารถทำแบบนี้ได้..

..ทั้งหมดนี้จึงทำให้ผมอดที่จะเขียนถึง " MUZU : ศิลปินคุณภาพคับแก้วอีกคนหนึ่งของเมืองไทย"
ไม่ได้จริงๆ..
  ..จำให้ดี ศิลปินผู้นี้ชื่อ "บัณฑิต แซ่โง้ว" หรือ "หมู มูซู " ครับ..


หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

# # ขอไว้อาลัยแด่.."น้องเอย" ##

ขอไว้อาลัยแด่.."น้องเอย"


..นับเป็นข่าวที่นำมาซึ่งความเศร้าสลดของผู้เป็นพ่อและแม่รวมถึงญาติๆและผู้ที่เฝ้าติดตามข่าว(รวมทั้งผม)ที่รอลุ้นและภาวนาให้ น้องเอย ด.ญ.มนัสนันทร์ ทองภู่ เด็กนักเรียนเตรียมอนุบาล 1 วัย 3 ขวบ หายจากอาการเจ็บป่วยหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ถูกครูในโรงเรียนอนงค์เวช จ.สมุทรปราการ ลืมทิ้งไว้ในรถตู้ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดนานกว่า 4 ชั่วโมงในช่วงเวลากลางวัน จนเกิดอาการช็อคหมดสติ อาการสาหัสเพราะสมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน
ส่งผลทำให้ก้านสมองถูกทำลายไปมาก น้องเอยได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาอาการในห้องไอซียู รพ.กรุึงเทพ ซึี่งเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา ..

..เช้าวันพุธที่ 17 เมษายน 2556 อาการน้องเอยเริ่มทรุดลง จนสุดที่แพทย์จะยื้อชีวิตไว้ได้ กระทั่งเวลา 09.00 น.น้องเอยก็ได้สิ้นลมหายใจและจากไป
อย่างสงบท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้าของทุกคนที่เฝ้าติดตามอาการของน้องเอยอย่างใกล้ชิด..


 ..ผมคงไม่ขอออกความเห็นอะไรมากมายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่อยากจะขอไว้อาลัยแด่น้องเอย เด็กน้อยที่เซ่นชีวิตและวิญญาณให้กับความประมาทอย่างที่สุดของครูผู้ดูแลรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทุกคนต้องเห็นความสำคัญ ใส่ใจและคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเีรียนที่อยู่ในโรงเรียนและอยู่ในความดุแลเป็นอันดับแรกด้วย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว  ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ตัวอย่างสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น

..เงินชดเชย เงินค่าจัดการงานศพรวมถึงเงินอีกจำนวนมากที่จะต้องจ่ายไปให้กับผู้เสียหาย คงไม่อาจชดเชยชีวิตดวงน้อยอันบริสุทธิ์นี้ไปได้
มันยากที่จะเยียวยาได้หมดสิ้นจากจำนวนเงินเหล่านี้จริงๆ..

..ขอให้ดวงวิญญาณน้องเอยไปสู่สัมปรายภพและขอให้หลับสบายตลอดไป..



หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

## พี่มาก..พระโขนง หนังฟอร์มใหญ่ที่ไม่เคยคาดหวัง ##

พี่มาก..พระโขนง หนังฟอร์มใหญ่ที่ไม่เคยคาดหวัง


..กระแสหนังเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เพียงแค่ไม่กี่วัน ก็กวาดรายได้จากคนดูแบบถล่มทลายไปแล้วไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
ตอนนี้(ขณะที่ผมนั่งเขียนคอลัมน์นี้อยู่)อาจทะลุขึ้นสูงกว่า 200 ล้านบาทแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว.. 

..ผมมีโอกาสเข้าไปดูหนังเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ในโรงภาพยนตร์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเหตุผลคงไม่ใช่อยากจะไปดูเพราะกระแสของ
การโปรโมทหนังเรื่องนี้เสียทั้งหมด แต่เป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่แรกเมื่อเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ผ่านสื่อต่างๆ นักแสดงแต่ละคนล้วนได้รับการคัดสรร
มาอย่างดีและมากด้วยฝีมือการแสดง โดยเฉพาะตัวเอกของเรื่องคือ มาริโอ้ (รับบทเป็นพ่อมาก)และ ใหม่ ดาวิกา (รับบทเป็นแม่นาก) พร้อมด้วยนักแสดงจากหนังเรื่อง 4 แพร่ง เลยคิดว่าหนังคงทำออกมาได้ดี..

..เรื่อง แม่นากพระโขนง (จริงๆแล้วชื่อแม่นาก ต้องสะกดด้วย ก.) เป็นเรื่องที่คนทำภาพยนตร์และละครตั้งแต่อดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนนำมาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเล่าขานถึงตำนานรักของผีที่ดุมากของเมืองไทยลำดับต้นๆ ซึ่ง พลอทเรื่องก็คือ แม่นากในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่คลอดลูกแล้วตายทั้งกลม ยังมีความรัก ความห่วงใยต่อสามี(ในเรื่องคือ พ่อมาก) ที่เป็นทหารและติดภารกิจต้องออกไปรบช่วยชาติ โดยวิญญาณแม่นากไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที เพราะความอาลัยอาวรณ์คนรักของนาง ทำให้วิญญาณเกิดความเฮี้ยน ได้แต่คอยเพรียกหาแต่สามีอยู่ร่ำไปและเป็นที่เล่าขานต่อความสยองและความน่ากลัวของ
วิญญาณแม่นากเป็นอย่างมาก หนังหรือละครยังนำเสนอไปถึงความน่ากลัวของแม่นากที่คอยหลอกหลอนผู้คนอีก เช่น แม่นากห้อยคอหลอก มือยาวหยิบลูกมะนาว หรือออกมาเรียกสามีที่ริมฝั่งแม่น้ำ ฯลฯ ผมคิดว่าหลายๆท่านก็คงคุ้นเคยกันดี..

..ความท้าทายของการทำหนังแม่นากที่ผมคิด ก็คือว่า มันคงเป็นเรื่องที่ยากมากเหมือนกันที่จะมีผู้กำกับหนังสักคน ที่จะนำเรื่อง แม่นากพระโขนงมารีเมคหรือทำใหม่อีกรอบและคุ้มค่ากับการลงทุนสร้างด้วย เพราะนั่นเป็นความท้าทายที่ผมมองอีกว่า เนื้อหาในเรื่องใครต่อใครก็คิดเป็นเหมือนเดิมๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ คือ แม่นากเป็นผีเฮี้ยน คอยหลอกหลอนผู้คน เริ่มแรกสามีไม่รู้ภรรยาตาย(แม้ใครๆจะบอกความจริงก็ตาม) ชาวบ้านก็หวาดกลัวกันไปทั้งบางพระโขนง
อะไรทำนองนี้..

..แต่หนัง พี่มาก..พระโขนง เรื่องนี้ แรกได้ยินชื่อหนัง ผมเดาได้เลยว่า ต้องเป็นหนังที่หักมุมความคิดเดิมที่เรารู้ๆกันดีดังที่ผมได้กล่าวไป ซึ่งเป็นการเดาไม่ผิดจริงๆ สำหรับชื่อเรื่อง พี่มาก พระโขนง หนังสร้างออกมาในแนวตลก ปนความฮา ให้กับคนดูหลายๆคน (ซึ่งรวมถึงผมในบางฉากของหนัง) โดยเนื้อเรื่องเน้นไปที่ พ่อมาก เสียเป็นส่วนใหญ่.. มุกตลกบางตอนอาจจะเป็นมุกฝืดหรือไม่น่าจะสร้างเสียงหัวเราะได้เลย ก็มีอยู่มาก แต่ก็ทำให้คนดูที่ชอบหนังแนวนี้ได้หัวเราะจนน้ำตาเล็ดเลยก็ว่าได้ตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้ายที่หนังจบ (สังเกตได้จากป้าที่นั่งดูข้างๆผม ดูท่านมีความสุขมากๆ หัวเราะได้ทั้งเรื่อง ฮา..)

..ความตั้งใจแรกที่ได้เกริ่นไปที่ผมอยากจะเข้าไปดูหนังเรื่อง พี่มาก..พระโขนงนี้ คือ ผมเองเป็นคนที่ชอบดูหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และชอบจะวิจารณ์หนังที่ตัวเองเคยไปดู ถึงแม้จะเป็นการวิจารณ์โดยใช้เหตุผลส่วนตัวหรือวิจารณ์ไม่เก่งเท่านักวิจารณ์ของเมืองไทยก็ตาม โดยเฉพาะหนังไทย ซึ่งผมมีความคิดอย่างหนึ่ง คือ หนังไทยเป็นหนังที่มีเสน่ห์อยู่ในตัวครับ หากลองสังเกตให้ดีบรรยากาศหรือฉากในหนัง มันสัมผัสได้ใกล้ตัวเรานี่เอง จะเป็นหนังที่ถ่ายออกมาในแนวย้อนยุคหรือแนวความรักฉบับวัยรุ่น ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ไทยแฝงอยู่ในตัวของมันและสามารถใช้ความรู้สึกสัมผัสได้จากในหนัง ทำให้ผมอาจต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะสัมผัสบรรยากาศดีๆนั้นบ้างเท่านั้นเอง นั่นคือเหตุผล..

..หนัง พี่มาก..พระโขนงก็เช่นเดียวกัน นักแสดงแต่งกายย้อนยุค ฟันดำทั้งผู้ชายและผู้หญิง(เพราะในสมัยนั้นนิยมกินหมากพลูฟันถึงเปลี่ยนสี) บรรยากาศหรือฉากของตลาดซื้อขายในสมัยก่อนมีฝรั่งแต่งกายย้อยยุคเป็นพวกมิชชั่นนารีหรือคนชั้นสูงบ้าง สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศของคนในสมัยอดีตยุค
ปลายรัตนโกสินทร์ได้ดียิ่ง เรือนไทยสมัยก่อนที่ปลูกไว้ในสวน ริมแม่น้ำ มีผู้คนพายเรือ เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและของซื้อของขาย ฉากในหนังส่วนใหญ่ทำออกมาได้น่าประทับใจและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากๆ..

..แต่อย่างที่ผมบอกครับว่า..มันเป็นหนังที่หักมุม หักมุมจนบางฉากเราแทบเดาไม่ได้เลยว่า มันจะออกมาเป็นรูปแบบไหน อย่างเช่น ฉากที่ตัวเอกทุกคนอยู่บนเรือพาย แล้วแต่ละคนสงสัยว่า ใครกันแน่ที่เป็นผี ซึ่งทำให้ผมก็ยังเดาไม่ออกเลยจริงๆ ว่าแล้วตกลงใครกันแน่ที่เป็นผี (หรือแม่นากไม่ได้ตายเลยไม่ใช่ผี?) ฉากนี้ หนังชวนให้เราสงสัยจริงๆครับเพราะแต่ละคน(เพื่อนทั้งสี่คนของมาก)ผ่านสงครามแล้วโดนยิงแทบจะเอาชีวิตไม่รอดกันแล้ว ยังจะมาหลอกกันอีกหรือ? ฉากนี้หักมุมชวนสงสัยจริงๆ แม้กระทั่งพระเอก หรือ พี่มากเอง ตกลงว่าตายไปแล้วหรือเปล่า (งงงวยไปกันใหญ่).. นี่แหละครับ หนังในแนวของค่าย GTH ที่มักจะทำออกมาหักมุม คาดเดาได้ยากพอสมควร..

..ผมคงไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ว่าจะคุ้มค่าที่ซื้อตั๋วหรือไม่ ดูเพื่อคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์มากกว่าครับ คิดเสียว่าซื้อตั๋วเข้าไปดูเพียง 100 กว่าบาท เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้กำกับหนังและช่วยส่งเสริมหนังไทยของเราดีกว่า เผื่อจะมีหนังไทยดีๆให้เราได้ดูชมกันต่อไปอีก..


..หลังจากดูหนังจบแล้ว ผมได้แนวคิด(ที่น่านำไปคิด)ของหนังเรื่องนี้อย่างหนึ่งตรงที่ แม่นากหลอกให้พ่อมากอยู่กับตนเพราะความรัก ไม่อยากให้พ่อมากรู้ว่าตนได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว แม่นากจึงจำเป็นต้องหลอกคนรักเพื่อให้ตนเองได้อยู่ร่วมกับคนรักให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  เพราะเป็นการหลอกเพราะรัก ทั้งพ่อมากและแม่นาก หนังเรื่องนี้ต่างคนต่างหลอกกันครับ คือ พ่อมากรู้ความจริงตั้งแต่แรกแล้วที่เพื่อนๆบอกว่า นากเป็นผี แต่ตนเองก็ยังไม่อยากให้ภรรยารู้เหมือนกันว่า ฉันรู้แล้วนะว่าเธอ(หรือภรรยาคนสวยของฉัน)เป็นผี เลยทำให้พ่อมากก็หลอกแม่นากด้วย ซึ่งผมมองว่ามันมีความงดงามในตัวที่สื่อออกมาได้ดีอีกแบบครับ หลอกเพื่อจะอยู่กับคนรักหรือหลอกเพราะรัก ไม่ใช่ไม่รักแล้วยังมาหลอกกันอีก..
จริงไหมครับ?..

หัสพงศ์ งานดี polscicu@gmail.com

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

## ไฟตัดหมอกกับความปลอดภัยบนท้องถนน ##

ไฟตัดหมอกกับความปลอดภัยบนท้องถนน

..เวลาขับรถตอนกลางคืน ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะประสบพบเจอปัญหาหนึ่งเหมือนเช่นเดียวกับผมคือ ต้องทนกับความสว่างของไฟรถคันอื่นที่ขับสวนทางมาด้านหน้าหรือขับตามมาด้านหลัง จนบางครั้งแทบจะผละสายตาไปทางอื่นเพื่อหลบแสงอันเจิดจรัสที่สาดส่องเข้ามาซึ่งอาจจะมาจากการเปิดไฟสูงหรือการปรับเสริมแต่งไฟรถจนเกินความจำเป็นของผู้ขับขี่หรือเพื่อนร่วมเดินทางบนท้องถนนของเราๆท่านๆ..

..รถรุ่นที่ผลิดออกมาในปัจจุบัน  ส่วนที่เป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นจุดสนใจของผู้ซื้อ คือ ไฟตัดหมอก (Fog Lamp) ซึ่งหากเทียบราคา รถรุ่นที่มีไฟตัดหมอกราคาจะต่างจากรุ่นที่ไม่มีไฟตัดหมอกพร้อมอุปกรณ์เสริมอื่นที่มาพร้อมกับรถค่อนข้างมาก อันเนื่องมาจากประโยชน์ใช้สอยที่ดีขึ้นกว่ารุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งมาพร้อมกัน จึงทำให้ราคารถเพิ่มสูงขึ้นตาม..

..แต่เมื่อการใช้งานไฟตัดหมอกของผู้ขับรถเปลี่ยนไปหรือผิดหลัก คือแทนที่จะใช้ ไฟตัดหมอก (ชื่อภาษาอังกฤษเขียนว่า Fog Lamp ) เพื่อตัดหมอกจริงๆ รวมทั้งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่หากมีหมอก ควัน หรืออากาศภายนอกรถไม่เอื้อต่อการขับ กลับกลายเป็นการเปิดควบคู่กับไฟหน้าทุกครั้ง มันก็เลยเป็นความเสี่ยงเรื่องอันตรายบนท้องถนนขึ้นมา..

 ..ความมีน้ำใจของผู้ใช้รถบนท้องถนนทุกคน เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งที่หลายคนมักจะมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการขับแซงรถคันหน้าโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว, การแซงรถในสถานการณ์คับขันหรือกระชั้นชิด, การเปิดไฟสูง หรือแม้กระทั่งการหยุดรถเพื่อให้คนข้ามทางได้ข้ามผ่านไปก่อน ผมแทบจะไม่ค่อยเห็นได้ในปัจจุบัน หลายคนคงอาจมองว่าเป็นเพราะชั่วโมงที่เร่งรีบ ใครๆก็ต่างจะขับรถเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็ว ก็คงไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักมากเท่าที่ควร หรือคงไม่ใช่เหตุผลเลยที่จะนำมาอ้าง หากจะเอาชีวิตของใครสักคนเข้าแลกไว้กับความเร่งรีบและเร่งด่วนนั้น..

..ก็เพราะอุบัติเหตุบนถนนเป็นสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงถึงให้มากที่สุด ต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง รักษากฎกติกามารยาทอย่างเคร่งครัดในการขับขี่ ขับรถด้วยความมีน้ำใจต่อกัน ผมมองว่าถ้าทำได้เราก็จะมีความมั่นใจมากที่สุดที่จะเชื่อได้ว่าชีวิตเราไม่ได้เป็นชีวิตที่แขวนอยู่บนความเสี่ยงทุกเวลาขณะขับรถ แถมเรายังได้ประโยชน์จากการเคารพกฎเกณฑ์นั้นๆด้วย  เพราะความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกและความทุกข์มากมายนานับประการ ทั้งต่อตนเองและผู้อิ่น ยากที่จะพรรณนา..

..ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจ เอาใจใส่และมีน้ำใจในการขับรถให้มากขึ้นกว่าเดิม..

..กระชับพื้นที่ความเสี่ยง เพิ่มพื้นที่ความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยสองมือเรากันดีกว่าครับ..


หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

## Jetset'er วงดนตรีดีๆ นานทีจะมีสักครั้ง ##

 
Jetset'er วงดนตรีดีๆ นานทีจะมีสักครั้ง

 
..หากมีใครสักคนถามผมว่า คอนเสิร์ตของวงดนตรีวงไหนที่อยากไปดูมากที่สุด? คำตอบของผมคงจะมีหลายคำตอบด้วยกัน และหากถามต่ออีกว่า แล้วคอนเสิร์ตวงดนตรีไหนที่พลาดแล้วเกิดความรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก? คำตอบของผมมีคำตอบเดียว คือ คอนเสิร์ต Jetset’er Music Inspiration นั่นเอง..

..ผมติดตามผลงานเพลงของศิลปินในวงดนตรีนี้มานานมากพอสมควรเริ่มตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงล่าสุดที่ต่างก็คุ้นเคยและรู้จักกันดี คือ เพลง จูบ”, “น้ำผึ้งพระจันทร์”, “คืนนี้”, “Sense", "ดีอย่างไร"และเพลงประกอบละครหลายต่อหลายเรื่อง ที่เป็นผลงานของนักร้องนำวง Jetset'er  ความเสียดายที่เกิดขึ้นสำหรับผมที่พลาดโอกาสไปดูคอนเสิร์ตนี้ ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว (ในวันที่ 4 ก.พ.2555) ซึ่งเป็นการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของวง Jetset'er ณ มูนสตาร์ สตูดิโอ ลาดพร้าว ตั้งใจไว้จริงๆว่าต้องไม่พลาดไปดูอย่างแน่อน เพราะนานๆทีจะมีคอนเสิร์ตของศิลปินคุณภาพที่ตนเอง
ชื่นชอบอย่างเช่นวงนี้ ซึ่งหาโอกาสดูได้ยากจริงๆ ยิ่งอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลด้วยแล้วก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วก็พลาดไป..

..เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ผมมีโอกาสได้ดูบันทึกการแสดงสดของคอนเสิร์ตนี้  นั่งดูหลายนาทีจนเลยไปหลายชั่วโมง ความเสียดายที่พลาดโอกาสไม่ได้ไปดูการแสดงสดตอนนั้นยิ่งเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่าศิลปินในวงดนตรีนี้ทุกคนจะมีความสามารถมากเกินกว่าที่คิดไว้จนแสดงออกมาได้ดีมากๆขนาดนี้ แขกรับเชิญพิเศษที่เชิญมาขึ้นคอนเสิร์ตก็อยู่ในระดับแถวหน้าของเมืองไทยแทบจะทุกคน อาทิ ป๊อด ธนชัย อุดชิน, หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ, วง tattoo Colour และ นักแสดงละครแนวซิทคอม สังเกตเห็นคนดูในนั้นมีความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินไปด้วยกันอย่างมาก ผสมผสานกับสไตล์แนวเพลงของ Jetset'er แล้วยิ่งเพิ่มความไพเราะและบรรยากาศอันอบอุ่นพร้อมกับเสียงร้องและดนตรีระดับมืออาชีพอย่างหาที่เปรียบได้ยากยิ่ง.. 

..วงดนตรีที่มีคุณภาพในเมืองไทย ณ ปัจจุบัน ผมมองว่านับวันแทบจะหาดูได้ยากมากขึ้น หนึ่งในหลายๆเหตุผล คือ ผู้ผลิตและศิลปินมักจะผลิตผลงานเพลงที่ต้องการขายเพลงตามกระแสตลาดและกระแสความต้องการของคนสมัยใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่นมากเสียเป็นส่วนใหญ่ จนลืมคำนึงถึงความมีเสน่ห์ของเพลงที่ได้รังสรรค์ออกมาเพื่อให้คงความเป็นอมตะของแนวดนตรีที่อาจยังเป็นที่ต้องการของคนในกลุ่มย่อยๆลงไปค่อนข้างมาก เลยทำให้ศิลปินหน้าใหม่ที่ผลิตผลงานออกมามักเป็นที่นิยมและดังได้ก็เพียงชั่วข้ามเดือน หรือข้ามปีเท่านั้น สุดท้ายแล้วก็แผ่วลงไปจนไม่เป็นที่รู้จักกันดีเหมือนอย่างช่วงแรกๆ ซึี่งแนวดนตรีที่น่าจะเป็นที่นิยมของคนบางกลุ่มในทุกยุคทุกสมัย ผมคิดว่าคงไม่พ้นแนวดนตรีในแบบ Fusion และ แนว Pop ผสม Jass ที่ฟังกี่ยุคกี่สมัยก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของแนวดนตรีนี้อยู่เรื่อยไป ถึงแม้จะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ชอบฟังก็ตาม..


..Jetset'er น่าจะเป็นวงดนตรีที่ตอบโจทย์ตามกระแสของแนวดนตรีที่ผมพูดถึงนี้ได้ดีที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะมีศิลปินที่มี
คุณภาพผลิดผลงานเพลงหรือแนวดนตรีดีๆออกมาเหมือนเช่นวงนี้ได้อีก..

วงดนตรีดีๆ นานทีจะมีสักครั้งจริงๆ  ผมกล้ายืนยัน..!

หัสพงศ์ งานดี
polscicu@gmail.com



 
หนูนา หนึ่งธิดา นักร้องรับเชิญพิเศษ
ป็อด โมเดิร์นด็อก ร่วมเวทีอีกคน
แทนและคัตโตะ วง Lipta ก็มาดู
โตน วง โซฟา และ อิงฟ้า แห่ง GMM-Grammy
แขกรับเชิญพิเศษ ดิม วง tattoo colour
new styles